You have to decide fast.

posted on 05 Jan 2016 21:57 by oreoyuri directory Fiction, Cartoon, Lifestyle
ฉันอยู่ในห้องของตัวเองที่มีความหนาวเย็นปกคลุมไปทั่ว
ไม่รู้จะทำตัวยังไง หรือจะพูดอะไร หลังจากที่ถูกสารภาพจากเพื่อนร่วมงานเมื่อครู่...
 
สมองของฉันยังไม่ทันจะได้ประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เสร็จดีเลย
 
 
“ฉันรักนันจังนะ”
 
 
ถึงจะเป็นแค่คำสั้นๆ แต่มันมีความหมายมากมาย... มากจริงๆ ความรู้สึกเป็นล้านๆ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้ตัวฉันสั่นเทาไปหมด
 
“ไม่จำเป็นต้องให้คำตอบหรอก แค่อยากบอกความรู้สึกให้รู้ไว้น่ะ... ต้องการแค่ . . .” เสียงของคุชซึนฟังดูเศร้าลง
 
ไม่ชอบแบบนี้เลย ไม่ชอบที่เห็นใบหน้าของคุซซึนเศร้าแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกิดจากตัวฉันเอง....
 
“แค่ทำไม่สนใจ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแค่นั้นเองน่า” จากนั้นคุซซึนก็ยิ้ม ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะยอมแพ้
“คุซซึน....” ฉันเรียกชื่อของเธอออกไป
 
“อ๊า.. เราควรจะไปรวมกับคนอื่นๆ ได้แล้วนะ ไม่งั้นทุกคนคงสงสัยแน่ๆว่าเราอยู่ที่ไหนกัน”
คุชซึนรีบหันหลังให้.. “คนสุดท้ายต้องจ่ายค่าดินเนอร์คราวนี้นะ”
 
 
คุซซึนไม่รอฉันตอบอะไรรีบเดินไปสมทบกับคนอื่นทันที
ฉันมองไปที่รอบๆ ห้อง มองไปที่ของตกแต่งที่อยู่ตรงหน้าต่าง
เพียงแค่แวบเดียว สิ่งนั้นก็หล่นลงพื้น...
 
เมื่อก้มลงไปเก็บมัน ก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาในอก
ฉันเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปรอบๆ ก็เห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีจาก ไพล์จัง, เอมิซึน และ อุจจี้....
 
“ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ...?” ไพล์จังถามฉันด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
 
“หมายถึงเรื่องอะไรอะ??” ฉันถามออกไปด้วยความสับสน แต่พอมองไปรอบๆทุกคน กลับไม่เห็นคุซซึน.... เธอหายไปไหนกันนะ
 
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ ก็เพราะนันจังไปหักอกคุซซึนน่ะสิ!!”
 
ห๊ะ.. คุซซึนอกหัก แล้วมันเป็นความผิดฉัน....
“ฉัน... ฉัน...” ฉันพยายามที่จะพูดบางอย่าง แต่มันกลับไม่มีเสียงใดๆออกมา
“นันจังทำลงไปแล้ว ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยนะ ฉันจะไม่มีทางให้อภัยนันจังเลย!!” ไฟล์จังต่อว่าฉันอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่พอทั้งเอมิซึน และอุจจี้ยังมาร่วมวงด้วย
 
 
ฉันยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าด้วยความสิ้นหวัง...
 
 
 
“ใครก็ได้บอกฉันที ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่เนี่ย” โซระมารุ ที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างงงๆ พลางถามด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
 
“แล้วทำไมคุซซึนถึงได้รีบกลับบ้าน แถมยังมีน้ำตาคลอด้วยล่ะ?” มิโมะจัง ยังมาร่วมวงด้วย
 
“คุซซึน... บอกว่า เธอรักฉันน่ะ...” ฉันตอบกลับไปด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบ
 
“แต่ฉากเมื่อกี้นี้ รู้สึกว่า คุซซึนจะได้การตอบรับที่เลวร้ายสินะ... ใช่ไหม?” ชิกะมองมาที่ฉันอย่างจริงจัง
 
“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย... เธอไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย...”
 
“แล้วความรู้สึกที่นันจังมีให้คุซซึน?” ริปปี้ถามด้วยความสงสัย
 
“ฉัน...” ใช่ฉันรู้สึกดีกับคุซซึน แต่ฉันกลัว กลัวกับสิ่งที่ฉันเคยพบเจอมาในอดีต
 
“ฉันไม่รู้.....” ฉันเลี่ยงที่จะให้คำตอบ..
 
“เข้าใจละ...” ริบปี้กระซิบตอบกลับมา
“ฉันคิดว่า ปาร์ตี้คืนนี้จบละ ได้เวลากลับบ้านกันแล้ว” มิโมะจัง พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
 
 
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทำเพียงแค่เก็บของ จ่ายค่าอาหาร แล้วก็แยกย้ายกันกลับ
 
 
“โยชิน่อน...” อยู่ๆก็มีคนเรียกชื่อฉันระหว่างที่กำลังจะเดินออกจากร้าน และแน่นอน
คนที่เรียกนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากชิกะ
“เธอกำลังโกหกใช่ไหม?”
 
ฉันหยุดเดินทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น
“หมายถึงเรื่องอะไรน่ะ...?”
 
“เกี่ยวกับที่เธอไม่รู้ว่ารู้สึกยังไงกับคุซซึนน่ะสิ”
ฉันมองไปที่ชิกะด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล...
เธอรู้อย่างงั้นเหรอ.....
 
“ฉันไม่ได้โกหก ฉันไม่รู้จริงๆ” ฉันรีบเบี่ยงประเด็น
 
“เรารู้จักกันมาสักพักละนะ ฉันรู้นะว่าเมื่อไรที่เธอโกหกน่ะ”
 
“ถ้าฉันรู้สึกดี กับคุชซึนจริงๆ ฉันควรทำอะไรล่ะ?” ฉันถามกลับ โดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากเธอ
 
“ก็ทำในสิ่งที่ง่ายที่สุดซะสิ... ให้คำตอบเธอไปซะ”
 
“เธอพูดมันก็ง่ายน่ะสิ แต่มันโคตรจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับฉัน!!”
 
“มันต้องเป็นไปได้สิ ในเมื่อเธอรู้สึกดีกับคุซซึนจริงๆ!!
โยชิน่อน... บอกฉันหน่อย อะไรที่รั้งเธอเอาไว้?” ชิกะถามด้วยคำถามที่ฉันเองก็คาดไม่ถึง
 
“เหมือนกับว่า... เป็นเพราะความรู้สึกของฉันเองแหละ”
 
“ที่พูดมา มันหมายความว่ายังไง? ฉันไม่เข้าใจ อธิบายเดี๋ยวนี้เลยนะ” ชิกะ เรียกร้อง
“ฉันขอโทษ ไว้คราวหน้าละกันนะ....” ฉันวิ่งข้ามถนนมาโดยที่ไม่ได้ให้คำตอบใดๆ...
ฉันมักจะหนีเสมอ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ฉันคิดและทำได้ในตอนนี้
 
หลังจากเหตุการณ์นั้น แต่ละวันได้ผ่านไปอย่างช้าๆ
ทั้งความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัว
ทั้งความคิดที่ห้ามลืมคุซซึน มันกำลังแตกหักไปอย่างช้าๆ...
 
 
สายตาที่มองกันได้เปลี่ยนไป รอยยิ้มที่พวกเรากำลังเริ่มจะกลายเป็นรอยยิ้มที่ฝืนออกมา
เสียงหัวเราะของพวกเราที่แปรเปลี่ยนเป็นน้ำตา, นิ้วมือของพวกเรา... ความปรารถนาที่อยากจะจับสิ่งอื่น
 
“ตั้งแต่วันที่ฉันเริ่มรัก... หัวใจมันก็เจ็บ” ฉันคิดแบบนั้นเมื่อฉันจ้องมองไปที่คุซซึน
 
ใครก็ตามที่ได้เจอกับบททดสอบแบบนี้ ก็สิ้นสติกันหมดทั้งนั้นแหละ
 
“แตกสลาย...เพราะเธอทำคุซซึนอกหัก” ฉันส่ายหัวของตัวเองเพราะดันคิดถึงคำพูดขอไพล์จังขึ้นมาในหัว
 
“นัน จัง ?” เสียงของคุซซึนอยู่ใกล้มาก ฉันสะดุ้งและเงยใบหน้าของตัวเองขึ้นทันที!!
 
เธอคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของฉัน แล้วมองมาด้วยสีหน้ากังวล
 
“โอเคหรือเปล่า??” เธอถามด้วยเสียงสดใส
 
ทำไมถึงถามแบบนั้น ฉันต้องเป็นคนถามสิ!! คุซซึนไม่เห็นหรือว่าฉันควรโดนตำหนิทุกอย่าง...
ได้โปรด... อยู่ห่างๆ ความใจดีของเธอมันทำฉันเจ็บปวด
 
“ชะ...ใช่” แค่ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ ไม่มีอะไรมาก” ฉันตอบแล้วยิ้มให้
“อ่า.... ต้องการอะไรให้ไหม?”
“ไม่ ไม่เป็นไร ฉันทนได้”
“แน่ใจนะ...?”
“แน่นอน...”
“ฉันเป็นห่วงนันจัง นันจังรู้ใช่ไหม?” รอยยิ้มนั้นแปลกไป ไม่เพียงแต่สายตาที่มองมาอย่างสงสัยนั่น
“ฉัน รู้...”
 
แต่เธอไม่เคยสนใจเรื่องของตัวเองเลย
 
“มาเถอะ ให้ฉันช่วยนะ..”
 
“ไม่ ปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว!” ฉันตะโกนออกไป
 
 
 
ฉันไม่ควรทำอย่างนั้น คุซซึนมองมาที่ฉันอย่างสับสน
 
“ฉันขอโทษ... ไม่ควรทำให้เธอรำคาญเลย....” เธอพึมพำออกมา
 
“ไม่ คุซซึน.. ฉัน... ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น...”
 
“จริงๆแล้ว... มันไม่ใช่ความผิดนันจังหรอก มันเป็นความผิดฉันเอง”
เธอยิ้มและรีบลุกขึ้นจากพื้น
“ขอโทษที่ทำให้รำคาญนะ ฉันจะไม่ทำอีกแล้ว...”
 
“ไม่ คุซซึน...” ฉันลุกขึ้นเพื่อตามเธอ
 
“ขอโทษนะ... ฉันลืมของไว้ที่ล๊อกเกอร์น่ะ...”
เธอขอโทษแล้วรีบวิ่งไปที่ล๊อกเกอร์ทันที หลังจากนั้นฉันรู้สึกว่ามีใครบางคนผลักฉันเข้ากับผนัง..
 
“ยังไม่เลิกทำตัวคร่ำครวญน่ารำคาญจากวันนั้นซะที!!” ไพล์จังตะโกนเสียงดังอย่างจริงจัง
“สนุกมากนักเหรอ ที่ได้เห็นคุซซึนร้องไห้เพราะเธอน่ะ!!”
 
“ไพล์จัง!!” ฉันได้ยินชิกะส่งเสียงออกมาด้วยความกังวล
 
“คุณมันเลวที่สุด!!”
 
“อย่านะ ไพล์จัง อย่าทะเลาะกัน....” ริปปี้พยายามแยกไพล์จังออกจากฉัน แต่ก็ไม่สำเร็จ
 
“ใช่สิ ขณะที่คุณได้ความรักตลอดเวลา คุณเลยให้โอกาสเพราะสงสารเธอ!!”
 
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของฉันถึงขีดสุด
 
 
“คุณคิดว่าฉันได้รับความรักจริงๆ น่ะเหรอ?” ฉันดันเธอกลับ
“นั่นเป็นจุดที่เธอคิดผิดแล้วไพล์จัง มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่รักฉันในสิ่งที่ฉันเป็น พ่อแม่ เพื่อนบางคน ส่วนคนอื่นน่ะเหรอ....”
ไพล์จังมองมาที่ฉันอย่างตั้งใจ
 
“ลืมมันซะเถอะ มันไม่ได้มีค่าอะไรนักหรอก..” ฉันเดินออกไปจากที่นั่นโดยไม่ได้หันกลับไปมองใครเลย
 
ฉันต้องการอากาศและสถานที่ที่ดีๆ
ตอนแรกก็นึกออยากให้ขึ้นไปอยู่บนหลังคาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์นะ แต่เมื่อก่อนเคยขึ้นไปแล้ว มันดันพังซะงั้น...
 
ได้โปรด จะมีใครจะชอบคนที่ไม่เคยมีความรักอย่างคุณ
 
คุณคิดจริงๆเหรอ ว่าฉันจะรักกับคุณได้?
 
คุณไม่มีอะไรเลย.
 
คุณจะไม่มีวันมีความสุข กับการยอมทน
 
คุณมันแย่ที่สุด
 
ไม่, ได้โปรด ไม่ใช่ตอนนี้...” มันเป็นความคิดที่ฟังดูสิ้นหวัง
 
ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนึ่งใกล้เข้ามา เสียงนั้นดังห่างไกลจากผู้คนขึ้นเรื่อยๆ
 
 
“ฉัน ชอบเสียงของฝีเท้า ที่ทำให้เราสองคนใกล้กันมากขึ้น...” ฉันร้องเพลงขึ้นมาในความรู้สึกสิ้นหวัง
 
“โยชิน่อน....” เสียงของชิกะ ทำให้ฉันหลุดจากภวังค์
 
“รู้ไหม? ฉันกลัวมากๆ เลยนะ” ฉันเริ่มพูด “ที่คุซซึนจะเหมือนกับคนเหล่านั้นที่ฉันเคยเจอมาก่อนในอดีต”
 
“คนเหล่านั้น?”
 
“ไม่รู้สึกอะไร มองแต่ผลประโยชน์ บนความสุขของคนอื่น ทำดีเฉพาะคนที่มีผลประโยชน์กับตัวเองเท่านั้น”
 
“คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอ.. คุซซึน ไม่มีวันทำแบบนั้นแน่ๆ” ชิกะพูดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับฉัน
 
“ฉันรู้.. แต่มันก็ยังกลัวนี่ ช่วยไม่ได้” ฉันกระซิบตอบ
“ตอนที่เธอสารภาพกับฉันรู้สึกกังวล อึดอัด และยังความสุขมาก ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกก่อนที่เธอจะมองฉันด้วย... ด้วยสายตาแบบนั้น..”
 
“เธอมองแบบไหน?” ชิกะถามอย่างอ่อนโยน
 
“งดงาม และเต็มไปด้วยความรักอย่างจริงใจ นั่นคือแบบที่เธอมองฉัน”
ฉันพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไม่รู้ว่าจะ ตอบสนองยังไงดี
สาบานเลย ฉันอยากให้คำตอบเธอในตอนนั้น บอกเธอว่าฉันก็รู้สึกอย่างเดียวกัน
แต่ยังไงสมองของฉันก็ตัดสินใจปล่อยให้ฉันทำเรื่องที่มันแย่มาก”
 
 
“แล้วจะทำยังไงต่อจากนี้?”
 
“ไม่รู้สิ....”
 
 
“โยชิน่อนจะปล่อยคุซซึนไป หรืออยากจะเดินอยู่เคียงข้างเธอกันล่ะ?”
“ชิกะโกะ....”
 
“โยชิน่อนต้องตัดสินใจให้เร็ว หรือจะยอมเสียเธอไปตลอดกาล” หลังจากที่เธอพูดจบ
เธอก็เดินจากไปและปล่อยให้ฉันอยู่เพียงตามลำพัง
 
“ฉันควรจะทำอย่างไรกัน?” ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ประดับไปด้วยดวงดาว
 
ใครก็ได้ ให้คำตอบแก่ฉันที...
 
วันต่อมา BiBi ต้องมาอัดเสียงซิงเกิ้ลที่สาม คนในสตูดิโอรู้สึกได้ถึงบรรยากาศมาคุ
ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครมองหน้ากัน ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนอยู่ที่นี่ยกเว้นคุซซึน
เห็นว่าเธอบอกว่าป่วยนะ... แต่ฉันว่าเธอโกหกแน่ๆ
 
“พร้อมหรือยัง BiBi” นักดนตรีถามพวกเรา
“แน่นอน...” คำตอบออกจากพวกเราทั้งสามคน แต่ก็ไม่มีใครมองหน้ากันเลย
“เอานะ 3... 2... 1” หลังจากสัญญาณ เสียงดนตรีก็เริ่มขึ้น
 
(Sora, Yoshino, Pile)
ฉันหวังว่าเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเป็นเธอ
ถึงจะรู้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม
แต่ความรู้สึกนี้มันจะอยู่กับฉันตลอดไป
ฉันเริ่มอยากจะลองต้อนรับมันซะแล้วสิ
เนื้อเพลงนี้มัน....
 
(Yoshino)
ความเงียบที่แสนน่าเบื่อกำลังก่อตัวขึ้นมา
หัวมุมถนนที่ฉันกำลังยืนอยู่มันกำลังจะหายไปในไม่ช้า
เสียงของฉัน.... กำลัง... มันกำลังสั่น...
 
(Sora)
ด้านหลังของเธอที่ฉันกำลังตามหาอยู่
อาจจะไม่ได้อยู่ในฝูงชนนี้ก็ได้นะ
หัวใจฉันมันเริ่มเต้นแรง